เรื่องสั้น: วันพระจันทร์เป็นใจ
posted on 25 Sep 2009 23:24 by trakspajan in ShortStories
เรื่องสั้น: วันพระจันทร์เป็นใจ
วันที่: 20 มกราคม 2552
โปรย: ชีวิตหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องเดินทางไปทำงานเช้าเย็น เคยไหม? ที่เคยแอบมองคนไม่รู้จักที่เดินผ่านกันทุกวัน...
“อุ้ย.. ขอโทษค่ะ”
“ครับ ไม่เป็นไรครับ”
ผม มองตามสาวผมยาวที่บังเอิญเดินชนกัน ผมรู้จักเธอนะ อืม จะว่ารู้จักก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก ผมไม่รู้จักชื่อเธอหรือบริษัทที่เธอทำงานผมก็ไม่รู้ แต่เราเดินสวนกันบ่อยๆบนถนนเส้นนี้ ถนนที่เป็นเส้นเลือดทางธุรกิจเส้นหนึ่งของกรุงเทพ วันๆหนึ่งมีผู้คนเดินผ่านไปมามากมายเพราะบริเวณส่วนนี้เป็นสถานีเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าลอยฟ้าและรถไฟฟ้าใต้ดิน คนคุ้นหน้าคุ้นตาด้วยว่าเดินผ่านกันไปมากันอยู่เนืองๆ ถ้าหากละทิ้งหน้ากากของคนกรุงที่ฉาบไปด้วยความเฉยเมย ทั้งถนนคงเหมือนกับหมู่บ้านใหญ่ที่มีลูกบ้านอยู่กันอุ่นหนาฝาคั่ง ผมเองก็ไม่ได้จะสนใจใครหรอกตามประสาคนเกิดในกรุงโตในกรุงอย่างผม
แต่สำหรับ.. เธอ ครั้งแรกที่ผมเห็นเธอก็มีบางอย่างที่ผมสะดุดใจ วันนั้นเป็นเวลากลางวันที่ผมรอกาแฟจากร้านกาแฟสดที่ตั้งอยู่ริมทางเดินเท้า เธอที่เดินมากับกลุ่มเพื่อนๆคงจะเพิ่งเสร็จจากทานอาหารกลางวัน ผมไม่อาจหาญนับว่านี่คือรักแรกพบ แต่วินาทีนั้นเองที่คนอย่างผมเริ่มจดจำภาพของเธอและบันทึกเอาไว้ในใจ
หลังจากวันนั้น เราก็บังเอิญเจอกันในช่วงเวลาเช้าอีกสองสามครั้ง หลังจากผมเช็คเวลาแล้วก็พอสรุปได้เลาๆว่าเธอจะเดินผ่านบริเวณเดียวกันนี้ในเวลาประมาณแปดโมงครึ่ง ซึ่งก็ไม่สายเกินไปสำหรับออฟฟิศของผมที่เข้างานเก้าโมง ดังนั้นผมจึงกลายเป็นลูกค้าประจำของร้านกาแฟในตอนเช้า หลังจากได้กาแฟมาไว้ในมือผมก็จะเสเดินไปมาอยู่แถวๆนั้นจนกว่าจะได้เจอเธอ เธอคงไม่รู้หรอกว่าผมรอ แต่ผมเชื่อว่าเรื่องคุ้นหน้าคุ้นตาก็คงมีบ้าง ก็ผมเสนอหน้ามาให้เธอเห็นอยู่ทุกวันอย่างนี้
วันไหนถ้าผมได้เจอเธอเพิ่มเติมไปจากรอบเช้า เช่น พอดีว่าไปทานข้าวกลางวันร้านเดียวกัน หรือเดินผ่านกันในตอนเย็น ผมจะถือว่าวันนั้นเป็นวันที่ดวงดีของผม ผมก็จะถือโอกาสซื้อล๊อตตารี่เก็บไว้เล่นๆเผื่อฟลุ๊ค แม้ไม่เคยถูกรางวัลแต่จำนวนของกระดาษใบสี่เหลี่ยมก็เพิ่มกำลังใจให้หัวใจดวงซูบๆของผม
ตามๆเธอมาได้สองสามอาทิตย์ บางทีก็รู้สึกอยู่หรอกว่าผมทำอะไรอยู่วะเนี่ย ทำยังกับพวกโรคจิตชอบติดตาม ซึ่งถ้าพิจารณาตามความประพฤติของผม คำตอบก็คงจะเป็นว่าใช่จริงๆ แต่ก็ไม่สนใจล่ะผมก็ทำไปตามที่หัวใจเรียกร้องเท่านั้นเอง
เคยลองเดินตามเธอไป อยากจะรู้ว่าเธอทำงานที่ตึกไหนกันแน่ ก็เห็นเธอเข้าไปในตึกที่ถัดไปจากตึกออฟฟิศของผมไม่มากนัก รู้แค่นี้หัวใจก็พองฟู.. ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่นา
ผ่านไปเกือบสามเดือน.. ขณะที่ผมวางแผนสารพัดว่าจะเริ่มทักทายเธอด้วยวิธีการและลำดับขั้นตอนอย่างไรดี ตั้งใจไว้แล้วว่า ถึงเวลาที่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว จะให้เดินตามไปตลอดอย่างนี้ก็ดูจะไม่ก้าวหน้าเอาเสียเลย แต่.. วันที่ตัดสินใจว่าจะลุย กลับเป็นวันแรกที่ผมไม่เจอเธอในตอนเช้า ไม่ได้เผอิญสวนกันในตอนบ่าย หรือแม้จะเดินผ่านกันในตอนเย็น
นับจากวันนั้นแม้ผมจะรอจนเข้างานสาย หรือพยายามเดินไปมาในช่วงกลางวัน หรือแม้ไปยืนรอที่ตึกที่ผมเคยเห็นเธอเดินเข้าไปในตอนเย็น ผมก็ไม่พบเธอเลย... ผมทั้งกังวล ทั้งเป็นห่วง แต่ก็จนใจว่าจะไปติดตามถามไถ่ทุกข์สุขเธอได้ที่ไหน กับใคร อย่างไร
อาการผมเริ่มหนัก เป็นบ้าเป็นบอ เสียใจที่ไม่ทำอะไรในวันนั้นที่ผมเอาแต่มอง...
- o -
เย็นวันนี้ผมกลับบ้านด้วยความรู้สึกซังกะตายตามเคย ระหว่างทางที่เดินไปยังสถานีรถไฟฟ้าก็เริ่มสังเกตุว่าผู้คนต่างหยุดมองดูท้องฟ้า ผมจึงเงยหน้าขึ้นไปดูด้วยความสงสัย แล้วผมก็พบใบหน้ายิ้มกว้างลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า พอลองดูให้ดีอีกทีใบหน้ายิ้มนั้นประกอบไปด้วยพระจันทร์เสี้ยวและดาวอีกสองดวง ที่ทำมุมประกอบกันเหมือนเป็นใบหน้าคนยิ้มขึ้นมา ธรรมชาติช่างบันดาลสร้างความน่ารักให้กับคนที่หัวใจขาดความชุ่มชื่นให้ได้มีรอยยิ้ม ผมเองก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบใบหน้าบนท้องฟ้านั้นกลับไปเช่นกัน
มองอยู่หลายนาทีจนรู้สึกว่าพอแล้ว จึงเตรียมพร้อมจะออกเดินทางต่อไป หากแต่... ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนห่างจากผมไปไม่ไกลนักทำให้ผมหยุดนิ่ง เธอยืนมองท้องฟ้าพร้อมรอยยิ้มที่น่ารักยิ่งไปกว่าพระจันทร์ยิ้มบนท้องฟ้ามากมายนัก ทันใดนั้น เธอคงรู้สึกตัวเธอจึงหันมามองผมพร้อมรอยยิ้มที่ยังคงติดมาเผื่อแผ่ถึงผมด้วย ผมยิ้มตอบเธอไปด้วยหัวใจที่พองโต
“น่ารักจังเลยนะค่ะ” เธอว่า
“ครับ น่ารักมากๆเลย” ผมตอบไปในความหมายในใจว่าผมหมายถึงเธอ
“จัน ว่าธรรมชาตินี่น่ารักจริงๆ เหมือนจะรู้ว่าพวกเราอยู่ในช่วงเวลาที่ทดท้อ เลยสร้างปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่ารักๆแบบนี้มาให้ผู้คนได้มีรอยยิ้มกัน” เธอพูดต่อไป พร้อมกลับไปมองพระจันทร์ยิ้มอีกครั้ง
“ครับ” ผมตอบ แต่ผมไม่ได้หันไปดูพระจันทร์ยิ้มบนฟ้าหรอก เพราะผมมัวแต่ดู จัน ดวงนี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกล อยากเก็บพระจันทร์ยิ้มนี้ไว้ในใจ.. ตราบนานเท่านาน
- END -